
กรณีที่ศาลพิพากษาคดีแพ่งแล้ว แต่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและหลบหนี ทำให้ไม่สามารถบังคับคดีได้ตามปกติ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 วรรคหนึ่ง ซึ่งระบุว่า:ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว ถ้าปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีผลเป็นการขัดขวางการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือทำให้เสียหายแก่ทรัพย์สินซึ่งจะต้องบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือโดยพฤติการณ์อย่างอื่นซึ่งน่าจะเชื่อได้ว่าจำเลยจะหลบหนี หรือจะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้จำเลยหาประกันตามสมควร หรือจะสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ หรือจะสั่งให้จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งการบังคับคดี
วิธีการขอคุ้มครองชั่วคราว:
- ยื่นคำร้องต่อศาล:ผู้มีส่วนได้เสีย (โจทก์หรือจำเลย) ยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น โดย
ระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขอคุ้มครองชั่วคราว พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น คำพิพากษา หลักฐานการหลบหนีของคู่ความ หรือพฤติการณ์ที่แสดงว่าจะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา
- ศาลพิจารณาคำร้อง:ศาลจะพิจารณาคำร้องและหลักฐานประกอบ หากเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อ
ได้ว่าจำเลยจะหลบหนีหรือไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา และอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ก็จะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้
- คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว:คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอาจมีลักษณะ เช่น สั่งให้จำเลยหาประกัน หรือ
ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ หรือสั่งให้จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่างคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว:
- ศาลอาจสั่งให้จำเลยวางเงินสดหรือหลักทรัพย์เป็นประกัน เพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
จากการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา
- ศาลอาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ เพื่อให้สามารถนำทรัพย์สินนั้นมาบังคับคดีได้ใน
ภายหลัง
- ศาลอาจสั่งห้ามจำเลยจำหน่าย จ่าย โอน หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินที่อาจเป็นประโยชน์
แก่การบังคับคดี #ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 วรรคหนึ่ง #ทนายโตน